ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เมื่อผู้ปกป้องกลายเป็นผู้รุกราน



 

ข่าวต้นฉบับhttps://www.dailynews.co.th/education/585791


จากข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ เนื้อหาข่าวลงว่า พระสงฆ์ร่วมกันลงนามคว่ำบาตรไม่รับงบบำรุงจากพศ. ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่าเหตุไรกันจึงได้เกิดความบาดหมางกันระหว่างคณะสงฆ์พศ.ผู้ทำหน้าที่เหมือนอุปัฏฐากของตนแบบนี้

ต้องอธิบายก่อนว่า พศ. หรือที่เรียกกันในชื่อเต็มว่า "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" นั้นมีหน้าที่ในการสนองงานของคณะสงฆ์ ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นเด็กวัดให้กับคณะสงฆ์ในประเทศไทย โดยพศ.มีหน้าที่นำงบบำรุงพระพุทธศาสนาจากรัฐบาลไปมอบให้กับทางคณะสงฆ์ ซึ่งงบบำรุงก็ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายทั่วไปได้แก่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าปฏิสังขรณ์ซ่อมแซม รวมไปถึงพิธีกรรมทางศาสนา ทุนการศึกษาพระภิกษุสามเณร เป็นการมอบทุนเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือวัดวาอารามต่างๆจากภาครัฐ ในฐานะที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาแต่ครั้งโบราณ พศ.จึงอยู่ในฐานะเหมือนอุปัฏฐากผู้คอยดูแลวัดทุกวัดในแผ่นดินไทยให้อยู่ได้อย่างผาสุก

แต่มาวันนี้ คณะสงฆ์กลับร่วมกันลงนามคว่ำบาตรไม่รับงบประมาณจากทางพศ.ดังที่เคยเป็นมา โดยได้ลงหนังสือกล่าวโทษผอ.ของพศ.คนปัจจุบันว่ามีพฤติกรรมทุจริตเงินบำรุงวัด และไม่ได้ทำการช่วยเหลือคณะสงฆ์อย่างที่ควรจะทำตามหน้าที่ของตน แต่กลับโจมตีคณะสงฆ์ออกทางสื่อว่าวัดเป็นฝ่ายทุจริตงบเสียเอง นั่นทำให้คณะสงฆ์ขอตัดขาดไม่รับเงินบำรุงอย่างที่เคยเป็นมาอีกต่อไป

หากเราพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ เราจะพบว่าเป็นจริงดังที่พระท่านได้กล่าว ผอ.พศ.ได้กล่าวหาว่าวัดได้ทุจริตเงินบำรุงผ่านสื่อต่างๆมากมาย แล้วก็อ้างเลศขอทำหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของวัด ทั้งที่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าวัดได้ทุจริตจริงหรือไม่ มีแต่ตั้งข้อกล่าวหาและประโคมข่าวผ่านสื่อเท่านั้น


 

ข่าวต้นฉบับ


โดยพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.คนปัจจุบันตั้งข้ออ้างอันสวยงามว่า เพื่อป้องกันการทุจริตภายในวัด จึงจำต้องให้ทางวัดแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายให้ทางภาครัฐตรวจสอบได้ ซึ่งตรงจุดนี้ก็มีข้อน่าสงสัยว่า ทำไมจึงต้องทำขนาดนี้ มีหน่วยงานราชการ สถานที่เอกชนใดบ้างที่ต้องได้รับการตรวจสอบเช่นนี้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีที่ใดเลยที่ต้องถูกตรวจสอบบัญชีเช่นนี้โดยอาศัยเพียงการตั้งข้อสงสัยไม่มีหลักฐานของจนท.ภาครัฐเท่านั้น

ความจริงแล้ว คดีทุจริตโดยทั่วไปนั้นจะดำเนินการโดยอิงอาศัยหลักฐานหรือพยานที่หนาแน่นเพียงพอให้น่าเชื่อว่าหน่วยงานนั้นๆมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง จนท.ภาครัฐจึงจะสามารถเข้าไปตรวจสอบเพื่อหาหลักฐานการทุจริตในหน่วยงานนั้นๆ เมื่อตรวจสอบแล้ว หากไม่พบพิรุธอันใด ก็ต้องปล่อยให้หน่วยงานนั้นเป็นอิสระเพราะไม่มีหลักฐานการทุจริต นี่เป็นหลักการสากลที่ใช้ในระบบยุติธรรมกันทั่วโลก...

หากแต่ในการตรวจสอบบัญชีของวัดต่างๆนั้น นายพงศ์พรกลับไม่ได้ดำเนินการในลักษณะนี้เลย มีแต่ตั้งข้อสงสัยว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นภายในวัด โดยอ้างเอาคดีทุจริตที่เกิดขึ้นในวัดอื่นมาเป็นข้ออ้างในการตรวจสอบบัญชีของวัดอื่นๆ และเหมือนจะมั่นใจ (อย่างไร้หลักฐานและพยาน) ว่าวัดทุกวัดในแผ่นดินไทยมีการทุจริตอย่างแน่นอน จึงต้องตรวจสอบบัญชีเป็นประจำ ทั้งที่การตรวจสอบบัญชีของวัดไม่ได้เป็นหน้าที่ของพศ.เลยแม้แต่น้อย



 

ข่าวต้นฉบับ


ความพยายามที่จะเข้ามาควบคุมจัดการสงฆ์ของนายพงศ์พร ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อชาวพุทธในเมืองไทยดังนี้
  1. ในเมื่อไม่มีหลักฐานพยานใดๆที่ยืนยันว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในวัดจริง แล้วนายพงศ์พรจะอ้างเอาคดีทุจริตของวัดหนึ่งมาเป็นสาเหตุตรวจสอบบัญชีของอีกวัดหนึ่งได้อย่างไรกัน (อย่าได้ใช้คำว่า ถ้าไม่ผิดต้องกล้าให้ตรวจสอบ เพราะความจริงแล้ว ถ้าไม่ผิดต้องไม่ถูกดำเนินการใดๆทางกฎหมายด้วยซ้ำ เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์) จนกว่าจะมีหลักฐานพยานที่ชัดเจนพอ นายพงศ์พรไม่มีสิทธิ์มาตรวจสอบบัญชีวัดได้เลย
  2. นายพงศ์พร เป็นผอ.พศ. มีหน้าทีตามสนองงานของมส. (มหาเถรสมาคม) ซึ่งทำหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทยโดยตรง พศ.ไม่ได้มีหน้าที่ในการปกครองสงฆ์เลยแม้แต่น้อย การเข้ามาแก้ไขเรื่องทุจริตของคณะสงฆ์จึงต้องเป็นหน้าที่ของมส. ไม่ใช่พศ. การที่นายพงศ์พรต้องการจะจัดการตรวจสอบบัญชีวัดต่างๆจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยมอบอำนาจการดูแลสงฆ์ให้แก่คฤหัสถ์เลย พระธรรมวินัยที่พระองค์บัญญัติไว้ไม่มีข้อใดให้อำนาจคฤหัสถ์มาก้าวก่ายเรื่องของสงฆ์แม้แต่น้อย 

แน่นอนว่าหากมีการทุจริตเกิดขึ้นในวัดจริง มีพยานหลักฐานพร้อมจริง ทางมส.ก็ยินยอมให้ทางภาครัฐจัดการตามกฎหมายอยู่แล้ว เพราะพระสงฆ์นอกจากจะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยแล้ว ก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองด้วยเช่นกัน ตราบใดที่พระท่านยังไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ทางฝ่ายฆราวาสจะเข้ามารุกรานกล่าวหาเอาตามใจชอบไม่ได้ แต่สิ่งที่นายพงศ์พรกำลังทำอยู่ คือตัดสินไปแล้วว่าวัดผิดจริงแม้ไม่มีพยานหลักฐานเลย จึงได้พยายามจะตรวจสอบบัญชีวัด และยังพยายามจะให้มส.แก้ไขพ.ร.บ.สงฆ์เพื่อรับลูกกับความต้องการของตนอีกด้วย แบบนี้ไม่มีคำอธิบายอื่นนอกจากว่าพยายามจะเข้ามาควบคุมดูแลสงฆ์ด้วยตนเอง




ข่าวต้นฉบับ


นอกจากประเด็นที่น่าสงสัยดังกล่าวมา ก็ต้องมาพิจารณาถึงประเด็นสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือเรื่องทุจริตที่นายพงศ์พรพยายามกล่าวหาวัด กลับมีพิรุธหลายอย่างที่ไม่ตรงกับที่ผอ.พศ.ท่านนี้กล่าวไว้ เมื่อผลปรากฏออกมาว่า ผู้ที่ทุจริตเงินบำรุงวัดไปนั้น ก็คือขรก.ในพศ.เอง ซึ่งได้เรียกเงินที่ทุจริตว่า "เงินทอน" คือเงินที่เรียกคืนมาจากวัดที่รับเงินบำรุงบางส่วน โดยอ้างว่าจะต้องนำไปช่วยเหลือวัดอื่นๆที่ลำบากกว่า แล้ว "เงินทอน" ที่ว่านี้ก็หายสาบสูญไปอย่างน่าประหลาด มีเจ้าอาวาสวัดหลายวัดต้องเดือดร้อนเพราะถูกบังคับให้ส่งเงินให้ขรก.พศ. ไม่ต่างอะไรกับถูกไถ่เงินจากพวกนักเลง ไม่น่าเชื่อเลยว่าหน่วยงานที่ควรจะช่วยเหลือวัดวาอารามต่างๆ กลับมีพฤติกรรมสุดเลวร้ายเช่นนี้ได้


ข่าวต้นฉบับ


แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น นายพงศ์พรในฐานะผอ.พศ.กลับเพียง "ย้าย" ขรก.ที่ทำผิดไปหน่วยงานอื่นเท่านั้น ไม่ได้ลงโทษทางกฎหมายใดๆทั้งสิ้นแล้ว กลับโยนให้เป็นความผิดของวัดว่าเป็นผู้โกงเงินส่วนนี้ไปแทน???

แน่นอนว่า หากยึดตามกฎหมายแล้ว มีหลักฐานพยานพร้อมว่าขรก.ทำผิดแบบนี้ นายพงศ์พรก็ควรจะดำเนินคดีกับขรก.ที่ทำผิด หรือหากหลักฐานพยานไม่เพียงพอก็ต้องนำไปไต่สวนตามระบบยุติธรรม แต่เหตุใดกัน ผอ.พศ.ที่อ้างความถูกต้องมาตลอดกลับแถหน้าด้านๆว่าพระเป็นคนผิด ทั้งที่พระเป็นเหยื่อผู้เสียหายในกรณีนี้ แล้วก็เอาเป็นข้ออ้างในการพยายามจะเข้าควบคุมวัดให้ได้???

จากพฤติกรรมของนายพงศ์พรที่กล่าวมา ชวนให้น่าสงสัยว่านายพงศ์พรมีเอี่ยวกับขรก.ที่ไถ่เงินวัดด้วยหรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับว่ามารศาสนาได้แฝงตัวมาเป็นเด็กวัดที่จ้องจะฮุบเงินวัด โดยมีอาวุธคือกฎหมาย (ที่ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย) นั่นเอง

จึงไม่น่าแปลกใจที่คณะสงฆ์จะร่วมกันลงนามคว่ำบาตรไม่เอาผอ.สำนักพุทธคนนี้ ที่นอกจากจะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาแล้ว (เช่น ปัญหาโจรใต้ฆ่าพระเป็นต้น) ยังมุ่งหวังจะทำลายพระพุทธศาสนา ด้วยกฎหมายที่บิดพลิ้วไปจากกระบวนการทางกฎหมายที่ควรจะเป็น จนต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยไว้เลยทีเดียว

น่าเศร้าที่พระพุทธศาสนาทุกวันนี้ กำลังถูกคุกคามหวังทำลายจากคนในสำนักพุทธ ผู้ที่สมควรจะปกป้องพระพุทธศาสนากลับกลายเป็นผู้รุกรานศาสนาเสียเอง...

หน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนา คงต้องฝากไว้กับชาวพุทธที่ยังศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้ว เพราะมีเพียงศรัทธาของชาวพุทธเท่านั้นที่จะช่วยให้พระพุทธศาสนาผ่านพ้นวิกฤตคราวนี้ไปได้.


ข่าวต้นฉบับ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เป็นพระทำอะไรก็ผิด? ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระภิกษุถูกเพ่งเล็งจับตาดูจากสังคมด้วยความคาดหวังว่า จะต้องมีความประพฤติดี เหมาะสมกับฐานะของผู้ที่ประชาชนกราบไหว้ในฐานะเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา  ความคาดหวังจากสังคมนี้ทำให้พระไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะถูกวิพากย์วิจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่อยู่เสมอ การช่วยกันจับตาดูเพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทาง ช่วยกันสอดส่องป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่กัลยาณมิตรผู้หวังดีช่วยชี้แนะตักเตือนข้อบกพร่อง เพื่อให้แก้ไขตนเอง แบบที่เรียกกันว่า "ติเพื่อก่อ"  แต่ทว่ามันก็มีข้อแตกต่างอยู่ระหว่างการตักเตือนด้วยความหวังดี กับการจ้องจับผิดเพ่งโทษหวังทำลายล้างกัน ตั้งแต่คำพูดที่ใช้ ไปจนถึงลักษณะการตักเตือนด้วยเช่นกัน...  ข่าวต้นฉบับ : https://today.line.me/TH/article/467d85892a38dc995c3d2734d0380ff54930e12506cbb3164cd04899e71ab53a?openExternalBrowser=1 ในขนาดที่การตักเตือนด้วยความหวังดีจะมีจุดมุ่งหมายให้แก้ไขข้อบกพร่องนั้น แม้คำพูดก็จะเป็นเชิงตั้งข้อสงสัย โดยไม่ด่วนฟันธงตัดสิน แต่หากเป็นการจ้องจับผิดแล้ว จะมีจุดมุ่งหมายที่...
พระรับเงิน ผิดจริงหรือ? ตอนที่ 2  สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันเข้าใจเกี่ยวกับพระ นั่นคือพระจะต้องสมถะ มักน้อย สันโดษ เพราะว่าได้สละทุกสิ่งทุกอย่างในทางโลก บวชอุทิศชีวิตของตนในพระพุทธศาสนาแล้ว ความสมถะมักน้อยกลายเป็นตัวตัดสินว่าพระรูปใดมีความประพฤติดีหรือไม่ และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในเรื่องนี้ จึงเกิดกระแสร้อนแรงที่ว่าพระไม่ควรรับเงิน รวมถึงความพยายามที่จะตั้งกฏระเบียบไม่ให้พระรับเงิน  กลายเป็นว่าจะสมถะ คือต้องตัดจากลาภสักการะอย่างเด็ดขาดไปเลย... นั่นทำให้ต้องไปย้อนดูไปยังพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเรื่องพระห้ามรับเงินทองนี้ ว่าพระองค์ทรงบัญญัติขึ้นเพราะเหตุใดกัน เพราะตามที่ปรากฏในประวิติของพระองค์หลายๆจุดบ่งชี้ว่าพระองค์ไม่เคยห้ามพระไม่ให้รับลาภสักการะที่ถูกต้องชอบธรรม พระองค์ทรงห้ามแต่ลาภสักการะที่ภิกษุได้มาอย่างไม่ชอบธรรม หรือสิ่งนั้นไม่เหมาะสมกับเพศภาวะสมณะเท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องเงินทองนี้ พระองค์จึงได้บัญญัติพระวินัยห้ามไม่ให้รับขึ้น ซึ่งปรากฏใน เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร   โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 (วิ. ม. ฉบับแปลมจร. 2/582-586/107...