พระรับเงิน ผิดจริงหรือ? ตอนที่ 2
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันเข้าใจเกี่ยวกับพระ นั่นคือพระจะต้องสมถะ มักน้อย สันโดษ เพราะว่าได้สละทุกสิ่งทุกอย่างในทางโลก บวชอุทิศชีวิตของตนในพระพุทธศาสนาแล้ว ความสมถะมักน้อยกลายเป็นตัวตัดสินว่าพระรูปใดมีความประพฤติดีหรือไม่ และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในเรื่องนี้ จึงเกิดกระแสร้อนแรงที่ว่าพระไม่ควรรับเงิน รวมถึงความพยายามที่จะตั้งกฏระเบียบไม่ให้พระรับเงิน
กลายเป็นว่าจะสมถะ คือต้องตัดจากลาภสักการะอย่างเด็ดขาดไปเลย...
นั่นทำให้ต้องไปย้อนดูไปยังพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเรื่องพระห้ามรับเงินทองนี้ ว่าพระองค์ทรงบัญญัติขึ้นเพราะเหตุใดกัน เพราะตามที่ปรากฏในประวิติของพระองค์หลายๆจุดบ่งชี้ว่าพระองค์ไม่เคยห้ามพระไม่ให้รับลาภสักการะที่ถูกต้องชอบธรรม พระองค์ทรงห้ามแต่ลาภสักการะที่ภิกษุได้มาอย่างไม่ชอบธรรม หรือสิ่งนั้นไม่เหมาะสมกับเพศภาวะสมณะเท่านั้น
แน่นอนว่าเรื่องเงินทองนี้ พระองค์จึงได้บัญญัติพระวินัยห้ามไม่ให้รับขึ้น ซึ่งปรากฏในเรื่องพระอุปนันทศากยบุตร โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 (วิ. ม. ฉบับแปลมจร. 2/582-586/107-111)
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=02&A=2567&Z=2684 เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยนั้น
ที่ว่าเหมาะสมกับยุคสมัยนั้น เพราะเมื่อวิเคราะห์สภาพความเป็นอยู่ในยุคสมัยนั้น จะพบว่า เงินทองนั้นไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นต่อพระภิกษุเลย เพราะวัดไม่มีค่าน้ำค่าไฟต้องจ่ายให้กับทางภาครัฐ อีกทั้งภาครัฐเองกลับเป็นฝ่ายทำนุบำรุงดูแล และอนุญาตให้พระใช้หญ้า ไม้ และน้ำที่มีในป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติได้ (ไม่เหมือนยุคนี้ที่มีการตั้งข้อหารุกที่ป่าให้กับวัดที่อยู่ในเขตป่าซะอย่างนั้น) ดังที่พระเจ้าพิมพิสารได้ตอบท่านพระธนิยะในมูลเหตุแห่งปาราชิกข้อที่ 2 ว่า
พระธนิยะ: "ขอถวายพระพร พระองค์ทรงระลึกได้ไหม ครั้งพระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชย์ใหม่ๆ ได้ทรงเปล่งพระวาจาเช่นนี้ว่า หญ้า ไม้ และน้ำข้าพเจ้าถวายแล้วแก่สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ขอสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายโปรดใช้สอยเถิด."
พระเจ้าพิมพิสาร: "ข้าแต่พระคุณเจ้า โยมระลึกได้ สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา มีอยู่ ความรังเกียจแม้ในเหตุเล็กน้อยจะเกิดแก่สมณะและพราหมณ์เหล่านั้น คำที่กล่าวนั้น โยมหมายถึงการนำหญ้าไม้และน้ำของสมณะและพราหมณ์เหล่านั้น แต่ว่าหญ้าไม้และน้ำนั้นแลอยู่ในป่า ไม่มีใครหวงแหน..."ที่มา: วิ. ม. (แปลฉบับหลวง) 1/82/76-77 http://www.84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=1&item=82&items=1&preline=0&pagebreak=0
เมื่อสามารถใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติได้ ก็ไม่ลำบากเรื่องการสร้างกุฏิที่พักอาศัย ในบันทึกมูลเหตุของปาราชิกข้อที่ 2 นี้ ได้บรรยายว่าพระภิกษุได้สร้างกุฏิมุงหญ้าเพื่อเป็นที่พักตลอดสามเดือนก่อนจะรื้อทิ้ง เก็บไม้กับหญ้าไว้ แล้วออกทางเดินไปสู่ที่จาริกในชนบท การกระทำนี้ไม่ได้เป็นความผิดใดๆในยุคสมัยนั้นเลย เพราะใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติในป่า จนพระธนิยะนำเอาดินมากมายมาสร้างเป็นกุฏิดินอันสวยงามที่เกินจำเป็น และมีผลทำให้สัตว์มากมายต้องตายไป พระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิ และตรัสสั่งให้ทำลายกุฏิดินนั้นเสีย
(ที่มา: วิ. ม. (แปลฉบับมจร.) 1/84-89/74-79 http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=1&siri=14)
จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงห้ามการใช้สอยของที่ถวายโดยชอบธรรมแล้วเลย พระสามารถสามารถสร้างกุฏิอยู่เองได้ด้วยไม้และหญ้าในป่า และรื้อทิ้งได้โดยไม่ผิดอะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ การกระทำของพระธนิยะที่ขุดดินโคลนเอามาสร้างกุฏิดินล้วน จนทำให้สัตว์ในดินมากมายตายไป จึงกล่าวได้ว่าไม่สมถะจริงเพราะใช้เกินความจำเป็น การที่พระพุทธเจ้าจะทรงสั่งให้ทำลายกุฏิดินล้วนนั้นทิ้งจึงเหมาะสมแก่เหตุที่เกิดขึ้น นี้เป็นตัวอย่างการตัดสินชี้วัดของพระพุทธเจ้าว่าพระรูปใดทำตัวไม่สมถะจนต้องปราบปราม
เมื่อสภาพความเป็นอยู่ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง เพราะมีทรัพยากรทางธรรมชาติไว้ใช้ได้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เงินทองก็ไม่มี การห้ามไม่ให้พระเณรรับเงินทองจึงเป็นเรื่องเหมาะสมจริง แต่กระนั้นก็มีข้อผ่อนผันอยู่ เพราะแม้พระพุทธเจ้าจะทรงห้ามรับเงินทองก็ตามที แต่ก็ยังทรงผ่อนผันให้ใช้ได้ในกรณีที่อัตคัดด้วยอาหารและน้ำตามที่ปรากฏในเมณฑานุญาต ตอนว่าด้วยทรงอนุญาตปัญจโครสเป็นต้นว่า
"มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย หนทางกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงจะเดินทางไป ทำไม่ได้ง่าย เราอนุญาตให้แสวงหาเสบียงได้ คือ ภิกษุต้องการข้าวสาร พึงแสวงหาข้าวสาร ต้องการถั่วเขียว พึงแสวงหาถั่วเขียว ต้องการถั่วราชมาส พึงแสวงหาถั่วราชมาส ต้องการเกลือ พึงแสวงหาเกลือ ต้องการน้ำอ้อย พึงแสวงหาน้ำอ้อย ต้องการน้ำมัน พึงแสวงหาน้ำมัน ต้องการเนยใส ก็พึงแสวงหาเนยใส.
มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการก สั่งว่า สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้ แต่เรามิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไรๆ เลย".
มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการก สั่งว่า สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้ แต่เรามิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไรๆ เลย".
ที่มา: วิ. ม. (แปลฉบับมจร.) 5/296-299/120-129
http://84000.org/tipitaka/pitaka1/m_siri.php?B=5&siri=23
นี้เป็นการอนุญาตผ่อนผันให้พระใช้เงินในการหาเสบียงมาดำรงชีวิตไว้ แม้ว่าพระองค์จะไม่ต้องการให้พระยุ่งกับเงินเพราะเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นต่อความเป็นอยู่ของพระในยุคสมัยนั้นก็ตาม แต่พระองค์ก็ผ่อนปรนให้ในกรณีที่จำเป็น ไม่ได้ทรงห้ามเด็ดขาดจนพระต้องลำบากแต่ประการใด
นี้เป็นความเป็นอยู่ของพระในยุคสมัยนั้น ซึ่งแตกต่างจากในสมัยนี้มากทีเดียว

ในยุคปัจจุบัน สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิม ระบบทุนนิยมเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตในสังคม ทรัพยากรต่างๆที่หาเอาได้ตามธรรมชาติ ก็เกิดโรงงานอุตสาหกรรมด้านต่างๆ เข้ามาแปรรูปเป็นสินค้าไว้จำหน่ายในทางธุรกิจ มีราคาค่าใช้จ่าย แม้ทรัพยากรทางธรรมชาติก็เกิดกฏหมายคุ้มครองขึ้น เช่นการรุกที่ป่าเป็นต้น หากเข้าไปใช้โดยขัดกับกฏหมายก็จะถูกดำเนินคดีทันที การจะนำทรัพยากรทางธรรมชาติมาใช้ก็ไม่อาจทำได้เหมือนครั้งพุทธกาล ยิ่งเมื่อมีระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบคมนาคม ฯลฯ ที่ทางภาครัฐจัดสรรไว้ โดยทั้งหมดนั้นก็มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานทั้งหมด ความเป็นอยู่ของผู้คนจึงเปลี่ยนไปจากเดิม "เงิน" กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในการแลกเอาสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิตมาใช้เป็นของตน...
และความจริงข้อนี้ก็ส่งผลมาถึงความเป็นอยู่ของพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน ทำให้พระเองก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายภายในวัดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะค่าน้ำค่าไฟ ค่าปฏิสังขรณ์วัด รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอาหารและน้ำสำหรับเลี้ยงดูคนในวัด แม้การจะจัดกิจกรรมทางศาสนา ก็ต้องใช้เงินเป็นค่าดำเนินการจัดเตรียมทุกครั้งไป
ในประเทศไทย ทางภาครัฐได้ให้การอุปถัมภ์จัดสรรงบประมาณนิตยภัตช่วยเหลือวัดต่างๆในแผ่นดินไทยตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยอนุโลมตามหลักมหาปเทศ 4 ประการ ข้อยืดหยุ่นทางพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แก่พระอานนท์ก่อนพระองค์จะดับขันธปรินิพพาน
แต่แล้ว เหตุใดกัน จู่ๆกฏที่เคยใช้มาก็ถูกเปลี่ยนเป็นห้ามไม่ให้พระรับเงินแทน ตอบรับกระแสความต้องการในสังคมบางส่วนที่สนับสนุนให้พระสมถะมักน้อยตามที่ตนต้องการเอาดื้อๆ ผลที่ตามมาแทนที่จะเกิดผลดีต่อพระ ก็กลายเป็นเบียดเบียนพระไปแทน เกิดเป็นปัญหาว่า ค่าใช้จ่ายของวัดจะจัดการอย่างไร? ใครจะรับผิดชอบในเรื่องนี้?
ข่าวต้นฉบับ: https://goo.gl/xeAEnQ
คงได้แต่หวังว่าจะมีทางออกให้กับปัญหาที่ไม่มีคำตอบนี้โดยเร็วพลัน ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะล่มสลายไป.
อ้างอิง:
3 เหตุผล! ทำไมพระต้องมีบัญชีธนาคาร http://talk--secret.blogspot.com/2016/09/3.html





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น