ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เป็นพระทำอะไรก็ผิด?



ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระภิกษุถูกเพ่งเล็งจับตาดูจากสังคมด้วยความคาดหวังว่า จะต้องมีความประพฤติดี เหมาะสมกับฐานะของผู้ที่ประชาชนกราบไหว้ในฐานะเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา  ความคาดหวังจากสังคมนี้ทำให้พระไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะถูกวิพากย์วิจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่อยู่เสมอ

การช่วยกันจับตาดูเพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทาง ช่วยกันสอดส่องป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่กัลยาณมิตรผู้หวังดีช่วยชี้แนะตักเตือนข้อบกพร่อง เพื่อให้แก้ไขตนเอง แบบที่เรียกกันว่า "ติเพื่อก่อ" แต่ทว่ามันก็มีข้อแตกต่างอยู่ระหว่างการตักเตือนด้วยความหวังดี กับการจ้องจับผิดเพ่งโทษหวังทำลายล้างกัน ตั้งแต่คำพูดที่ใช้ ไปจนถึงลักษณะการตักเตือนด้วยเช่นกัน... 


ในขนาดที่การตักเตือนด้วยความหวังดีจะมีจุดมุ่งหมายให้แก้ไขข้อบกพร่องนั้น แม้คำพูดก็จะเป็นเชิงตั้งข้อสงสัย โดยไม่ด่วนฟันธงตัดสิน แต่หากเป็นการจ้องจับผิดแล้ว จะมีจุดมุ่งหมายที่จะค้นหาความผิดของอีกฝ่าย ด้วยอคติในใจ คำพูดที่ออกมาก็จะเป็นคำด่าว่าโจมตี ในลักษณะตัดสินแล้วว่าผิดแน่นอน หนักกว่านั้นก็เอามาตั้งประเด็นนินทาขยายความให้คนอื่นๆได้มาจับผิดกันต่อไปอีก

แม้การตักเตือนกัน การแสดงความคิดเห็นกันเป็นสิทธิ์ของผู้คนตามแนวทางของประชาธิปไตย แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่อาศัยสิทธิ์นี้ ในการเหยียบย่ำโจมตีคนอื่น หนึ่งในเป้าหมายของการโจมตีก็คือพระซึ่งถูกจับตามองจากประชาชนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การโจมตีนี้ลามไปถึงสำนักข่าวที่ควรจะเสนอข่าวตามจริง แต่กลับมักจะละเลยจรรยาบรรณของตน แม้บางข่าวจะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าพระผิดจริงหรือไม่ ก็มักจะลงข่าวใหญ่โตตัดสินว่าพระผิดจริง (คงจะต้องการขายข่าวกระมัง?) และแม้ภายหลังเมื่อพระท่านไม่ผิดจริง ก็มักจะละเลยไม่ได้แก้ข่าวให้ใหญ่โตเหมือนตอนที่โจมตีเลย 


 

ข่าวต้นฉบับ: http://www.tnews.co.th/contents/306979
ข่าวต้นฉบับ: https://hilight.kapook.com/view/150964 


แม้ว่าข่าวพระทำสิ่งดีๆจะมีอยู่มากมาย และในภายหลังสื่อก็เริ่มจะนำเอาข่าวดีๆของพระมาออกบ้าง แต่ดูเหมือนว่าผลจากการโจมตีพระด้วยข่าวเสียๆ เป็นเวลานาน จะทำให้คนบางคนติดภาพพจน์ที่เสียๆของพระสงฆ์โดยรวมทั้งหมด จนมองว่าพระทำผิดเสมอไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม... 

ล่าสุด แม้ข่าวที่พระได้ลงพื้นที่ในจ.สกลนครเพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ก็ยังมิวายถูกตำหนิจากบางคนว่า "ไม่เหมาะสม เพราะไม่ใช่หน้าที่ของพระ" อีกเช่นกัน ทั้งที่การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากนั้น แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ดังเช่นเรื่องของพระปูติคัตตติสสเถระที่พระพุทธองค์ถึงกับลงมือดูแลรักษาอาการบาดเจ็บด้วยพระองค์เองเป็นต้น




ข่าวต้นฉบับ: https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_456025

น่าสังเกตว่า แม้การโจมตีพระนั้นมีบ่อยครั้ง แต่กลับเป็นประเด็นเดิมๆคือ "ไม่ใช่กิจของสงฆ์" "ไม่เหมาะสม" "ไม่สมถะ" หรือ "ปาราชิก" ซึ่งประเด็นโจมตีที่ว่านี้ มักจะเกิดขึ้นจากความคิดเห็นส่วนตัวของฆราวาสที่ไม่ได้เข้าใจพระธรรมวินัยของสงฆ์แม้แต่น้อย ว่าง่ายๆก็คือผู้ที่โจมตีก็ยังไม่รู้ว่า พระทำผิดจริงตามพระธรรมวินัยหรือไม่? พระธรรมวินัยกำหนดไว้ว่าอย่างไรจึงผิด อย่างไรไม่ผิด? แต่โจมตีโดยเอามาตรฐานของตนเองมาตัดสินนั่นเอง ไม่ได้ตัดสินจากพระธรรมวินัยอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อรวมกับการประโคมข่าวที่จริงบ้าง ใส่สีตีไข่เพิ่มเติมลงไปบ้าง การตัดสินข่าวพระจึงเป็นการตัดสินอย่างผิดๆด้วยความไม่รู้ซะส่วนใหญ่ ข่าวเกี่ยวกับพระที่ปรากฏตามสื่อ จึงดูจะเป็นการสร้างกระแสโจมตีพระมากกว่าจะเป็นการเสนอตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 

ข่าวต้นฉบับ: ถามตรงๆ | 7 มี.ค. 60 https://www.youtube.com/watch?v=nSxkkiGNojE
ข่าวต้นฉบับ: ถามตรงๆ | 8 มี.ค. 60 https://www.youtube.com/watch?v=Vh2X6JztYUQ

นอกจากนี้ ก็ยังมีคนบางกลุ่มหวังเกาะกระแสในโลกโซเชียล ออกมาต่อว่าพระโดยหวังอยากได้การเห็นดีเห็นงามจากในโลกโซเชียล พูดในภาษาปัจจุบันคือ "หวังไลค์ หวังยอดวิว หวังผู้ติดตาม" นั่นเอง กลายเป็นการด่าว่าพระตามๆกันในสังคมโดยไม่ได้ใช้เหตุผลพิจารณา มีแต่ใช้อารมณ์นำหน้าอย่างเดียว โดยไม่ได้ตระหนักถึงพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้เลย...

จึงไม่น่าแปลกที่ทุกวันนี้ เราได้เห็นพฤติกรรมสุดแปลกประหลาด จากผู้ที่อ้างตนว่าเป็นชาวพุทธออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อพระพุทธศาสนา ด้วยการโจมตีว่าร้ายพระด้วยความรู้ผิดๆของตน โดยมักอ้างว่าเพื่อขจัดคนไม่ดีให้หมดไปจากพระศาสนา เป็นการทำบาปโดยเอาเหตุผลที่ฟังดูชอบธรรมมาบังหน้า สร้างภาพพจน์ตนให้ดูดีแต่ภายนอก แต่แท้จริงแล้วก็เพียงสนองความเป็นพาล ความทุศีลในใจของตนเท่านั้น เพราะความจริงก็คือพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ชาวพุทธไปว่าร้ายใคร หรือไปทำลายล้างใครเลยแม้แต่น้อย 

"และสิ่งที่น่าแปลกอีกประการหนึ่งของชาวพุทธประหลาดเหล่านี้คือ นอกจากการโจมตีพระแล้ว ก็ไม่ได้ทำการใดๆอื่นเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างปากว่าเลย เช่นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้านต่างๆ การช่วยพัฒนาวัดที่ถูกทิ้งร้าง หรือการช่วยเหลือพระและชาวพุทธในภาคใต้ เป็นต้น"




ทุกวันนี้ ข่าวจริงหรือข่าวลือนั้นยากที่จะรู้ได้ชัดเจน แต่มีข่าวหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนก็คือ...

"เป็นพระ ทำอะไรก็ผิด"

ไม่ใช่เพราะผิดอะไรหรอก...

ผิดเพียงแค่ ไม่ถูกใจฆราวาสบางคนเท่านั้นเอง.

ความคิดเห็น

  1. เมื่อเมืองไทยกลายเป็นสังคมจับผิด และหวาดระแวง จะหาความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านจิตใจ ศาสนา และด้านอื่นๆ ได้อย่างไร

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ1 กันยายน 2560 เวลา 20:55

    กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าทุกรูป ที่เป็นเนื้อนาบุญให้ญาติโยมเจ้าค่ะ

    ตอบลบ
  3. เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสาติ
    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงทำกรรมด้วยกาย วาจา ใจ

    ถ้าเจตนาดี กรรมนั้นก็ย่อมเป็นกรรมดี เกิดประโยชน์แก่ตน
    ถ้าเจตนาชั่ว กรรมนั้นก็ย่อมเป็นกรรมชั่ว เกิดทุกข์แก่ตนและแก่ส่วนรวม
    บางคนแสดงพฤติกรรมทางกายวาจาภายนอกดูเหมือนปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนา แต่ภายในมีเจตนาชั่วร้ายต่อพระภิกษุสงฆ์ ตนเองก็เกิดอกุศลจิตเป็นบาปในจิตใจเป็นโทษแก่ตนที่จะได้ต้องไปอบายหลังตายแล้ว และโทษคือภาพรวมพระพุทธศาสนาเสียหาย ทำลายความเลื่อมใสของผู้เลื่อมใสแล้วเป็นจำนวนมาก ก็ย่อมเกิดโทษแก่ตนอย่างมหันต์ในภายภาคหน้าคือทุกข์ในอบายยาวนานอีก

    แม้ว่า เจตนาดี ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังรอบครอบ(มีสติสัมปชัญญะ) ไม่ประมาท จึงจะก่อประโยชน์ทั้งแก่ตนและส่วนรวม

    ตอบลบ

  4. ขบวนการทำลายพระพุทธศาสนา
    แบบสมรู้ร่วมคิด ในไทยมีอยู่จริง
    ที่สุดแล้ว เหล่าผู้ก่อการนี้ ก็จะค่อยๆ
    เผยตัวออกให้ได้รู้เห็นเรื่อยๆ
    "เพราะความลับ ไม่มีในโลก"

    ตอบลบ
  5. คงเป็นขบวนการนะทำลายขื่อเสียงพระสงฆ์

    ตอบลบ
  6. จับดี จะได้สิ่งดีๆเข้าสู่ตัวและใจ แต่ถ้าจับผิด จะได้สิ่งร้ายๆเข้าสู่ใจและตัวครับ

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

พระรับเงิน ผิดจริงหรือ? ตอนที่ 2  สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันเข้าใจเกี่ยวกับพระ นั่นคือพระจะต้องสมถะ มักน้อย สันโดษ เพราะว่าได้สละทุกสิ่งทุกอย่างในทางโลก บวชอุทิศชีวิตของตนในพระพุทธศาสนาแล้ว ความสมถะมักน้อยกลายเป็นตัวตัดสินว่าพระรูปใดมีความประพฤติดีหรือไม่ และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในเรื่องนี้ จึงเกิดกระแสร้อนแรงที่ว่าพระไม่ควรรับเงิน รวมถึงความพยายามที่จะตั้งกฏระเบียบไม่ให้พระรับเงิน  กลายเป็นว่าจะสมถะ คือต้องตัดจากลาภสักการะอย่างเด็ดขาดไปเลย... นั่นทำให้ต้องไปย้อนดูไปยังพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเรื่องพระห้ามรับเงินทองนี้ ว่าพระองค์ทรงบัญญัติขึ้นเพราะเหตุใดกัน เพราะตามที่ปรากฏในประวิติของพระองค์หลายๆจุดบ่งชี้ว่าพระองค์ไม่เคยห้ามพระไม่ให้รับลาภสักการะที่ถูกต้องชอบธรรม พระองค์ทรงห้ามแต่ลาภสักการะที่ภิกษุได้มาอย่างไม่ชอบธรรม หรือสิ่งนั้นไม่เหมาะสมกับเพศภาวะสมณะเท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องเงินทองนี้ พระองค์จึงได้บัญญัติพระวินัยห้ามไม่ให้รับขึ้น ซึ่งปรากฏใน เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร   โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 (วิ. ม. ฉบับแปลมจร. 2/582-586/107...
เมื่อผู้ปกป้องกลายเป็นผู้รุกราน   ข่าวต้นฉบับ :  https://www.dailynews.co.th/education/585791 จากข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ เนื้อหาข่าวลงว่า พระสงฆ์ร่วมกันลงนามคว่ำบาตรไม่รับงบบำรุงจากพศ.  ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่าเหตุไรกันจึงได้เกิดความบาดหมางกันระหว่างคณะสงฆ์พศ.ผู้ทำหน้าที่เหมือนอุปัฏฐากของตนแบบนี้ ต้องอธิบายก่อนว่า พศ. หรือที่เรียกกันในชื่อเต็มว่า "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" นั้นมีหน้าที่ในการสนองงานของคณะสงฆ์ ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นเด็กวัดให้กับคณะสงฆ์ในประเทศไทย โดยพศ.มีหน้าที่นำงบบำรุงพระพุทธศาสนาจากรัฐบาลไปมอบให้กับทางคณะสงฆ์ ซึ่งงบบำรุงก็ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายทั่วไปได้แก่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าปฏิสังขรณ์ซ่อมแซม รวมไปถึงพิธีกรรมทางศาสนา ทุนการศึกษาพระภิกษุสามเณร เป็นการมอบทุนเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือวัดวาอารามต่างๆจากภาครัฐ ในฐานะที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาแต่ครั้งโบราณ พศ.จึงอยู่ในฐานะเหมือนอุปัฏฐากผู้คอยดูแลวัดทุกวัดในแผ่นดินไทยให้อยู่ได้อย่างผาสุก แต่มาวันนี้ คณะสงฆ์กลับร่วมกันลงนามคว่ำบาตรไม่รับงบประมาณจากทางพ...