ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พระรับเงิน ผิดจริงหรือ? ตอนที่ 1



ปัญหาข้อหนึ่งที่ประเด็นถกเถียงกันมาเป็นเวลานานในแวดวงพระพุทธศาสนา นั่นก็คือ "พระรับเงินได้หรือไม่?" เป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาเป็นเวลานานว่าเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ที่พระจะรับเงินทอง ใช้จ่ายเงินเหมือนเช่นคฤหัสถ์

ในประเด็นนี้ก็มีกระแสที่กล่าวว่าพระไม่ควรจะรับเงินทอง เพราะพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ในพระวินัยห้ามไม่ให้พระรับเงินทอง และพระก็สมควรจะปฏิบัติตนให้มักน้อย สันโดษ เพื่อละกิเลสอีกด้วย อีกทั้งยังเสริมด้วยว่า การที่พระมีเงินทำให้เกิดกิเลส สั่งสมอำนาจความเป็นใหญ่เป็นโต เข้ามายุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ จนล่าสุดนี้ก็มีข่าวแว่วมาว่ามีการประกาศถึงหน่วยงานตำรวจให้เข้มงวดกวดขันพระไม่ให้รับเงินกันเลยทีเดียว




ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็กลายเป็นว่า พระรับเงิน ถือว่ามีความผิดทันที ถูกใจคนบางคนที่มีมุมมองว่า เงินเป็นเรื่องชั่วร้าย จะทำให้พระมีกิเลส สั่งสมอำนาจ ยุ่งการเมือง ฯลฯ ถึงกับยกอ้างเอาพระพุทธพจน์มาแสดงให้เห็นเพื่อสนับสนุนความเห็นของตนเอง โดยมีประเด็นเพียงว่า "พระไม่ควรรับเงิน" เท่านั้น เป็นการตัดสินพระ ด้วยคำว่า "เงิน" เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้มองไปถึงประเด็นอื่นๆที่มีในปัจจุบันเลย...

แน่นอนว่า หากจะยกเอาประเด็นทั้งหมดมากล่าว อาจไม่จบในบทความเดียว ฉะนั้น ผู้เขียนจะอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัดต่างๆโดยไม่ได้เกี่ยวกับเงินก่อน แล้วจะค่อยๆทยอยเคลียร์ประเด็นอื่นๆตามลำดับ




อันดับแรก ขอออกตัวเลยว่า การมองว่าพระมีเงินเท่ากับเป็นพระไม่ดี นี้เป็นการมองเพียงมุมเดียว เป็นการมองโดยเอาความรู้สึกส่วนตัวนำหน้า เอาภาพลักษณ์ของพระผู้สมถะมักน้อยเป็นตัวตัดสินว่าพระรูปใดเป็นพระดี หรือไม่ดี มองว่าเงินเป็นตัวปัญหาทำให้พระเสื่อมเสีย ซึ่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น มีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้พระเสื่อมเสียได้อีกมากมายยิ่งกว่าการรับเงิน มีอีกหลายปัญหาซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเงินเลย แต่ก็นำความเสื่อมเสียมาให้แก่พระและวัดอีกหลายอย่างคือ

  1. การจัดการละเล่นให้มีขึ้นภายในวัด ซึ่งแน่นอนว่า อบายมุข ไม่ว่าจะเป็นสุรา การพนันต่างๆก็ลามมาด้วยเช่นกัน วัดแทนที่จะเป็นสถานที่สงบ วิเวกเหมาะแก่การปฏิบัติสมณธรรม ก็กลายเป็นแหล่งอบายมุข พลุ่งพล่านไปด้วยคน เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกัน ทะเลาะวิวาทกันตามมา สูญเสียความสงบวิเวกที่ทำให้ใจสงบ กลายเป็นว่าพระบวชมาทางธรรม แต่ก็ยังอยู่ในวงวนของทางโลกดังเดิม เป็นตัวดึงให้พระไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญสมณธรรม รวมถึงการปฏิบัติศาสนกิจอื่นๆด้วย
  2. การรุกรานที่ภายในวัด ไม่ว่าจะเป็นการแอบบุกรุก ใช้สถานที่ในวัดโดยไม่ขออนุญาต และไม่ยอมออก แม้ว่าพระจะขอให้ออกก็ตาม รวมไปถึงการพยายามกว้านซื้อที่ดินของวัดจากนายทุนต่างๆ บางครั้งถึงกับมีการสั่งฆ่าเจ้าอาวาส เนื่องจากไม่ยอมขายที่ดินให้ก็มีเช่นกัน ก่อความเดือดร้อนให้กับพระในวัด แทนที่บวชมาจะมีสุขในพรหมจรรย์ ก็ต้องคอยระแวดระวังรักษาวัดของตน
  3. การนำหมาแมวของตนมาปล่อยไว้ในวัด ทำให้วัดกลายเป็นชุมนุมหมาและแมวจรจัด ก่อความเดือดร้อนทั้งเสียงทั้งความสกปรกให้ ทำให้วัดกลายเป็นที่สกปรก ไม่น่าเข้า และยังกลายเป็นภาระให้พระเณรในวัดต้องคอยดูแลอีกด้วย (หากไล่ไป ก็อาจโดนโซเชียลประณามอีกด้วย)
  4. การส่งบุคคลผู้มีความประพฤติไม่ดีมาบวช โดยไม่ได้คำนึงถึงความพร้อมในการดูแลของวัด และหลายครั้งก็เป็นการบังคับให้เจ้าอาวาสรับไว้ดูแล แม้ว่าท่านจะปฏิเสธก็ตาม แบบนี้จะหวังให้มีพระดีคงยาก เพราะคนไม่ดีมาบวช ก็ทำความเดือดร้อนให้พระดีๆจนอยู่ไม่ได้กัน สร้างความเสื่อมเสียให้กับวัด พระต้องหาทางปราบคนไม่ดีเหล่านั้นเอง โดยไม่มีใครช่วย
  5. โจรบุกวัด เข้าไปทำร้ายพระ ปล้นสิ่งของในวัด นี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก อยู่วัดวันดีคืนดี อาจโดนฆ่าทิ้งไม่รู้ตัวได้ ไม่ต้องพูดถึงปัญหาความไม่สงบในภาคใต้เลย


ข่าวต้นฉบับ: https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_400654


เหล่านี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เป็นปัญหาที่ควรจะจัดการแก้ไขโดยเร็ว เพราะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพระโดยตรง เป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อพระมานานมากกว่าเรื่องเงินทองที่กล่าวมาหลายขุมนัก

ข่าวต้นฉบับ: https://goo.gl/YqF8wd

หากหวังดีจะช่วยเหลือพระจริงๆ ช่วยเหลือพระพุทธศาสนาจริงๆ ผู้เขียนเห็นว่าขอให้เริ่มจากการให้ความสงบสุขปลอดภัยในการดำรงเพศภาวะของสมณะของพระให้ได้ก่อน ดีกว่าเบียดเบียนพระไม่ให้ใช้เงิน ทั้งที่วัดก็ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟอยู่ทุกเดือนเหมือนชาวบ้านทั่วไปแท้ๆ (น่าคิดว่า หากพระป่วยหนักไปรพ. จะมีใครออกค่ารักษาพยาบาลให้ เพราะไม่อาจใช้เงินได้ เช่นนั้นแล้ว เราคงได้เห็นหลวงปู่หลวงตาหลายท่านสละชีพเพื่อรักษาพระธรรมวินัยตามความชอบใจของฆราวาสบางคนกันหลายรูปแน่นอน)



ข่าวต้นฉบับ : https://goo.gl/zvcVZm


ตามเหตุผลที่ผู้เขียนได้ยกมาแสดงนี้ ก็เพื่อหวังให้ชาวพุทธได้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆของสงฆ์ ปัญหาที่ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดอย่างเดียว แต่เป็นจุดบกพร่องของปัญหาบางประการที่ไม่มีใครได้สังเกต และยังถูกกลบเกลื่อนเบี่ยงประเด็นไปไกลถึงปัญหาใหม่ๆ โดยไม่ได้ตรงกับปัญหาจริงๆที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย จะแก้ไขได้ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันช่วยกันแก้ไข ทางฆราวาสควรจะปรึกษากับทางสงฆ์เสียก่อน ไม่ทำการใดโดยพลการ จึงจะแก้ปัญหาได้ถูกจุด (ผู้เขียนเห็นด้วยเรื่องการแก้ปัญหาในสงฆ์ แต่ก็ต้องขอความร่วมมือจากสงฆ์เสียก่อน ไม่ใช่จัดการตามใจชอบของตน จะกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี) มิเช่นนั้นแล้ว การกล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาของคณะสงฆ์ ก็เป็นเพียงข้ออ้างอันสวยหรู ในการปกปิดการทำลายพระพุทธศาสนาอย่างเนียนๆ ของฆราวาสที่ไม่รู้พระธรรมวินัยเท่านั้นเอง

สำหรับบทความนี้ ขอจบเพียงเท่านี้ก่อน ตอนต่อไปจะมาวิเคราะห์กันเรื่องพระวินัยที่ห้ามพระรับเงินว่ามีที่มาอย่างไร เป็นเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าที่ไม่ต้องการให้พระรับเงินจริงหรือไม่?

to be continue.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เป็นพระทำอะไรก็ผิด? ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระภิกษุถูกเพ่งเล็งจับตาดูจากสังคมด้วยความคาดหวังว่า จะต้องมีความประพฤติดี เหมาะสมกับฐานะของผู้ที่ประชาชนกราบไหว้ในฐานะเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา  ความคาดหวังจากสังคมนี้ทำให้พระไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะถูกวิพากย์วิจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่อยู่เสมอ การช่วยกันจับตาดูเพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทาง ช่วยกันสอดส่องป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่กัลยาณมิตรผู้หวังดีช่วยชี้แนะตักเตือนข้อบกพร่อง เพื่อให้แก้ไขตนเอง แบบที่เรียกกันว่า "ติเพื่อก่อ"  แต่ทว่ามันก็มีข้อแตกต่างอยู่ระหว่างการตักเตือนด้วยความหวังดี กับการจ้องจับผิดเพ่งโทษหวังทำลายล้างกัน ตั้งแต่คำพูดที่ใช้ ไปจนถึงลักษณะการตักเตือนด้วยเช่นกัน...  ข่าวต้นฉบับ : https://today.line.me/TH/article/467d85892a38dc995c3d2734d0380ff54930e12506cbb3164cd04899e71ab53a?openExternalBrowser=1 ในขนาดที่การตักเตือนด้วยความหวังดีจะมีจุดมุ่งหมายให้แก้ไขข้อบกพร่องนั้น แม้คำพูดก็จะเป็นเชิงตั้งข้อสงสัย โดยไม่ด่วนฟันธงตัดสิน แต่หากเป็นการจ้องจับผิดแล้ว จะมีจุดมุ่งหมายที่...
พระรับเงิน ผิดจริงหรือ? ตอนที่ 2  สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันเข้าใจเกี่ยวกับพระ นั่นคือพระจะต้องสมถะ มักน้อย สันโดษ เพราะว่าได้สละทุกสิ่งทุกอย่างในทางโลก บวชอุทิศชีวิตของตนในพระพุทธศาสนาแล้ว ความสมถะมักน้อยกลายเป็นตัวตัดสินว่าพระรูปใดมีความประพฤติดีหรือไม่ และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในเรื่องนี้ จึงเกิดกระแสร้อนแรงที่ว่าพระไม่ควรรับเงิน รวมถึงความพยายามที่จะตั้งกฏระเบียบไม่ให้พระรับเงิน  กลายเป็นว่าจะสมถะ คือต้องตัดจากลาภสักการะอย่างเด็ดขาดไปเลย... นั่นทำให้ต้องไปย้อนดูไปยังพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเรื่องพระห้ามรับเงินทองนี้ ว่าพระองค์ทรงบัญญัติขึ้นเพราะเหตุใดกัน เพราะตามที่ปรากฏในประวิติของพระองค์หลายๆจุดบ่งชี้ว่าพระองค์ไม่เคยห้ามพระไม่ให้รับลาภสักการะที่ถูกต้องชอบธรรม พระองค์ทรงห้ามแต่ลาภสักการะที่ภิกษุได้มาอย่างไม่ชอบธรรม หรือสิ่งนั้นไม่เหมาะสมกับเพศภาวะสมณะเท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องเงินทองนี้ พระองค์จึงได้บัญญัติพระวินัยห้ามไม่ให้รับขึ้น ซึ่งปรากฏใน เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร   โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 (วิ. ม. ฉบับแปลมจร. 2/582-586/107...
เมื่อผู้ปกป้องกลายเป็นผู้รุกราน   ข่าวต้นฉบับ :  https://www.dailynews.co.th/education/585791 จากข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ เนื้อหาข่าวลงว่า พระสงฆ์ร่วมกันลงนามคว่ำบาตรไม่รับงบบำรุงจากพศ.  ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่าเหตุไรกันจึงได้เกิดความบาดหมางกันระหว่างคณะสงฆ์พศ.ผู้ทำหน้าที่เหมือนอุปัฏฐากของตนแบบนี้ ต้องอธิบายก่อนว่า พศ. หรือที่เรียกกันในชื่อเต็มว่า "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" นั้นมีหน้าที่ในการสนองงานของคณะสงฆ์ ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นเด็กวัดให้กับคณะสงฆ์ในประเทศไทย โดยพศ.มีหน้าที่นำงบบำรุงพระพุทธศาสนาจากรัฐบาลไปมอบให้กับทางคณะสงฆ์ ซึ่งงบบำรุงก็ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายทั่วไปได้แก่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าปฏิสังขรณ์ซ่อมแซม รวมไปถึงพิธีกรรมทางศาสนา ทุนการศึกษาพระภิกษุสามเณร เป็นการมอบทุนเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือวัดวาอารามต่างๆจากภาครัฐ ในฐานะที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาแต่ครั้งโบราณ พศ.จึงอยู่ในฐานะเหมือนอุปัฏฐากผู้คอยดูแลวัดทุกวัดในแผ่นดินไทยให้อยู่ได้อย่างผาสุก แต่มาวันนี้ คณะสงฆ์กลับร่วมกันลงนามคว่ำบาตรไม่รับงบประมาณจากทางพ...