ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

โปรยดอกไม้ต้อนรับพระ; ประเพณีที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งพุทธกาล




กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยช่วงนี้คือ "โครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 6" เป็นกิจกรรมที่ให้พระจำนวนหลักพันเดินทางธรรมยาตราไปยังสถานที่ต่างๆในจังหวัดที่กำหนดไว้ พัฒนาบำรุงวัด สวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนา และการเทศน์สอนธรรมะ โดยได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมด้วยได้ตามต้องการ วัตถุประสงค์ก็เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และบูชามหาปูชนียาจารย์ เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูศีลธรรมในสังคม อบรมสั่งสอนวัฒนธรรมชาวพุทธให้แก่ประชาชนอีกด้วย รวมระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ ตั้งแต่ 2 - 31 มีนาคม 2561 จัดขึ้นโดย...
  1. คณะสงฆ์ 6 จังหวัด ในเส้นทางธรรมยาตรา
  2. องค์การพุทธโลก (พล)
  3. หน่วยงานทางการศึกษา ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ 
  4. โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา ที่เข้าร่วมโครงการ 
  5. สหพันธ์รวมใจไทยทั้งชาติ 
  6. ชมรมพุทธศาสตร์สากล ในอุปถัมภ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ 
  7. ชมรมรักษ์บวร รักษ์ศีล 5 ปทุมธานี ในอุปถัมภ์พระเทพรัตนสุธี
  8. เครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก
  9. วัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย
ที่มา:  https://goo.gl/ErJ2Mb




และหนึ่งในกิจกรรมที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของโครงการนี้คือ สาธุชนโปรยกลีบดอกเบญจมาศ (ชื่อในโครงการคือดอกเบญจทรัพย์) เพื่อต้อนรับพระภิกษุที่กำลังเดินผ่านตนไป ซึ่งพวกเขาได้ลงมือปลูกเอง ดูแลเอง ตั้งแต่การเพาะต้นอ่อนลงดิน รดน้ำ จนดอกไม้จากเดิมที่เป็นต้นอ่อน เบ่งบานออกดอกสะพรั่ง แล้วจึงนำไปเด็ดกลีบ แล้วมาโปรยต้อนรับพระ เรียกได้ว่ามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความทุ่มเท ในการจัดโครงการของวัดพระธรรมกายเป็นอย่างดี ภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของกิจกรรมทางพุทธศาสนาครั้งใหญ่ประจำปี มีประชาชนเข้าร่วมด้วยเป็นหลักพันหลักหมื่น เป็นที่น่าปลื้มใจที่กระแสศรัทธาในพุทธศาสนาในเมืองไทยยังเข้มแข็งอยู่






การต้อนรับพระด้วยการโปรยดอกไม้ เป็นการแสดงความเคารพบูชาต่อพระสงฆ์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ดังที่ครั้งที่พระพุทธเจ้ากับภิกษุสงฆ์เสด็จเดินทางตั้งแต่กรุงราชคฤห์ถึงกรุงเวสาลี ปรากฏในอรรถกถารัตนสูตร ว่า 

ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสาร ทรงทำพื้นที่ 5โยชน์ ระหว่างกรุงราชคฤห์และแม่น้ำคงคาให้ราบเรียบแล้ว ให้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเวลาที่จะเสด็จไป  พระผู้มีพระภาคเจ้า   อันภิกษุ 500 รูป  แวดล้อมแล้วเสด็จไป  พระราชาทรงเอาดอกไม้ 5 สีโปรยหนทาง 5 โยชน์เพียงหัวเข่า  ให้ยกธงผ้า  หม้อน้ำและต้นกล้วยเป็นต้น  ให้กั้นเศวตฉัตร 2 ชั้นสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉัตรชั้นเดียวสำหรับพระภิกษุแต่ละรูป    ทรงทำการบูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้นพร้อมด้วยราชบริพารของพระองค์ ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ใน  วิหารหลังหนึ่ง ๆ ถวายมหาทาน ทรงนำเสด็จสู่ฝั่งแม่น้ำคงคา 5 วัน ณ ที่นี้  ทรงประดับเรือด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง    แล้วทรงส่งสาสน์ไปถวายเจ้าลิจฉวีกรุงเวสาลีว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว ขอเจ้าลิจฉวีทุกพระองค์ ตกแต่งหนทางถวายการรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. 

ทางฝ่ายเจ้าลิจฉวีได้ทราบข่าวก็ทำการต้อนรับพระพุทธเจ้ากับภิกษุสงฆ์ผู้เสด็จมาถึงเมืองของตนอีกเป็นสองเท่าของพระเจ้าพิมพิสารเช่นเดียวกัน



นอกจากในยุคพุทธกาลแล้ว การโปรยดอกไม้ยังปรากฏในราวพุทธศตวรรษที่ 3 ยุคของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสมหาราชแห่งลังกาทวีป (ประเทศศรีลังกาปัจจุบัน) ถูกบันทึกไว้ในอรรถกถาเวรัญชกัณฑ์ ว่า


ฝ่ายพระเจ้าเทวานัมปิยดิสมหาราชแล จำเดิมแต่วันปาฏิบทแรกแห่งเดือนมิคสิรมาส (คือเดือนอ้าย) ทรงรับสั่งให้ชำระตกแต่งมรรคาตั้งแต่ประตูด้านทิศอุดร (แห่งอนุราธบุรี) จนถึงท่าชมพูโกลปัฏฏนะตามคำของสุมนสามเณร, ในวันที่เสด็จออกจากพระนคร ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ตั้งศาลาอันมีอยู่ที่ฝั่งสมุทรใกล้กับประตูด้านทิศอุดรนั่นเอง ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นมหาโพธิ์ที่กำลังมาอยู่ในมหาสมุทรนั่นแลโดยสมบัตินั้น เพราะอานุภาพของพระเถระ ทรงปลื้มพระหฤทัยเสด็จออกไป รับสั่งให้เอาดอกไม้เบญจพรรณโปรยลงตลอดทางทั้งหมด...



ดอกไม้เป็นของสวยงาม สร้างอารมณ์สุนทรีให้แก่ผู้พบเห็น และถือเป็นของที่ใช้มอบแสดงความรู้สึกดีๆแม้ในปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนี้ ประเพณีโปรยดอกไม้บนเส้นทางให้พระได้เดินเหยียบจึงเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงของชาวพุทธที่สืบเนื่องกันมา และ ณ วันนี้โครงการธรรมยาตราก็ได้นำเอามาใช้ ให้ประชาชนได้แสดงความเคารพเฉกเช่นพุทธศาสนิกชนครั้งโบราณ เป็นการสืบต่อประเพณีที่ดีงามให้สืบต่อไปอีก สำหรับยุคปัจจุบันที่ประชาชนค่อยๆห่างไกลจากพุทธศาสนา กิจกรรมนี้ทำให้ชาวพุทธได้มาใกล้ชิดกับศาสนาอีกครั้ง


ฉากการโปรยดอกไม้ต้อนรับพระในหนังเรื่อง Xuan Zang (Da Tang Xuan Zang) เสวียนจ้าง บุรุษพุทธานุภาพ (2016) 

เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือแม้ประเทศไทยจะเป็นเมืองพุทธ แต่กิจกรรมใหญ่ๆทางพุทธศาสนาที่รวมใจชาวพุทธทั้งประเทศกลับมีน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกิจกรรมเล็กตามวัดต่างๆ ไม่ได้เป็นกิจกรรมใหญ่ๆระดับประเทศสักเท่าไหร่นัก

กิจกรรมนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบโจทก์นี้ เป็นกิจกรรมฟื้นฟูพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ในประเทศไทย โดยฟื้นฟูศรัทธาของชาวพุทธที่มีในพระพุทธศาสนาให้กลับมาเข้มแข็งเหมือนครั้งบรรพกาล.


อ้างอิง:
อรรถกถารัตนสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=7 
อรรถกถาเวรัญชกัณฑ์ http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=1&i=1&p=6 
โครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 6 https://goo.gl/ErJ2Mb
ภาพบรรยากาศต้นเบญจทรัพย์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 https://goo.gl/DXyJWx
พิธีอธิษฐานจิตและตัดดอกเบญจทรัพย์เป็นปฐมเริ่ม https://goo.gl/cvrfay
การโปรยดอกไม้ต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า https://goo.gl/GcxcpV

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เป็นพระทำอะไรก็ผิด? ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระภิกษุถูกเพ่งเล็งจับตาดูจากสังคมด้วยความคาดหวังว่า จะต้องมีความประพฤติดี เหมาะสมกับฐานะของผู้ที่ประชาชนกราบไหว้ในฐานะเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา  ความคาดหวังจากสังคมนี้ทำให้พระไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะถูกวิพากย์วิจารณ์ว่าเหมาะสมหรือไม่อยู่เสมอ การช่วยกันจับตาดูเพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทาง ช่วยกันสอดส่องป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่กัลยาณมิตรผู้หวังดีช่วยชี้แนะตักเตือนข้อบกพร่อง เพื่อให้แก้ไขตนเอง แบบที่เรียกกันว่า "ติเพื่อก่อ"  แต่ทว่ามันก็มีข้อแตกต่างอยู่ระหว่างการตักเตือนด้วยความหวังดี กับการจ้องจับผิดเพ่งโทษหวังทำลายล้างกัน ตั้งแต่คำพูดที่ใช้ ไปจนถึงลักษณะการตักเตือนด้วยเช่นกัน...  ข่าวต้นฉบับ : https://today.line.me/TH/article/467d85892a38dc995c3d2734d0380ff54930e12506cbb3164cd04899e71ab53a?openExternalBrowser=1 ในขนาดที่การตักเตือนด้วยความหวังดีจะมีจุดมุ่งหมายให้แก้ไขข้อบกพร่องนั้น แม้คำพูดก็จะเป็นเชิงตั้งข้อสงสัย โดยไม่ด่วนฟันธงตัดสิน แต่หากเป็นการจ้องจับผิดแล้ว จะมีจุดมุ่งหมายที่...
พระรับเงิน ผิดจริงหรือ? ตอนที่ 2  สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันเข้าใจเกี่ยวกับพระ นั่นคือพระจะต้องสมถะ มักน้อย สันโดษ เพราะว่าได้สละทุกสิ่งทุกอย่างในทางโลก บวชอุทิศชีวิตของตนในพระพุทธศาสนาแล้ว ความสมถะมักน้อยกลายเป็นตัวตัดสินว่าพระรูปใดมีความประพฤติดีหรือไม่ และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในเรื่องนี้ จึงเกิดกระแสร้อนแรงที่ว่าพระไม่ควรรับเงิน รวมถึงความพยายามที่จะตั้งกฏระเบียบไม่ให้พระรับเงิน  กลายเป็นว่าจะสมถะ คือต้องตัดจากลาภสักการะอย่างเด็ดขาดไปเลย... นั่นทำให้ต้องไปย้อนดูไปยังพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเรื่องพระห้ามรับเงินทองนี้ ว่าพระองค์ทรงบัญญัติขึ้นเพราะเหตุใดกัน เพราะตามที่ปรากฏในประวิติของพระองค์หลายๆจุดบ่งชี้ว่าพระองค์ไม่เคยห้ามพระไม่ให้รับลาภสักการะที่ถูกต้องชอบธรรม พระองค์ทรงห้ามแต่ลาภสักการะที่ภิกษุได้มาอย่างไม่ชอบธรรม หรือสิ่งนั้นไม่เหมาะสมกับเพศภาวะสมณะเท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องเงินทองนี้ พระองค์จึงได้บัญญัติพระวินัยห้ามไม่ให้รับขึ้น ซึ่งปรากฏใน เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร   โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 (วิ. ม. ฉบับแปลมจร. 2/582-586/107...
เมื่อผู้ปกป้องกลายเป็นผู้รุกราน   ข่าวต้นฉบับ :  https://www.dailynews.co.th/education/585791 จากข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ เนื้อหาข่าวลงว่า พระสงฆ์ร่วมกันลงนามคว่ำบาตรไม่รับงบบำรุงจากพศ.  ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่าเหตุไรกันจึงได้เกิดความบาดหมางกันระหว่างคณะสงฆ์พศ.ผู้ทำหน้าที่เหมือนอุปัฏฐากของตนแบบนี้ ต้องอธิบายก่อนว่า พศ. หรือที่เรียกกันในชื่อเต็มว่า "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" นั้นมีหน้าที่ในการสนองงานของคณะสงฆ์ ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นเด็กวัดให้กับคณะสงฆ์ในประเทศไทย โดยพศ.มีหน้าที่นำงบบำรุงพระพุทธศาสนาจากรัฐบาลไปมอบให้กับทางคณะสงฆ์ ซึ่งงบบำรุงก็ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายทั่วไปได้แก่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าปฏิสังขรณ์ซ่อมแซม รวมไปถึงพิธีกรรมทางศาสนา ทุนการศึกษาพระภิกษุสามเณร เป็นการมอบทุนเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือวัดวาอารามต่างๆจากภาครัฐ ในฐานะที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาแต่ครั้งโบราณ พศ.จึงอยู่ในฐานะเหมือนอุปัฏฐากผู้คอยดูแลวัดทุกวัดในแผ่นดินไทยให้อยู่ได้อย่างผาสุก แต่มาวันนี้ คณะสงฆ์กลับร่วมกันลงนามคว่ำบาตรไม่รับงบประมาณจากทางพ...